สุขภาพดีเริ่มต้นได้วันนี้
    สุขภาพดีเริ่มต้นได้วันนี้
    สุขภาพดีเริ่มต้นได้วันนี้

    ค้นหาบทความที่น่าสนใจ

    สุขภาพดีเริ่มต้นได้วันนี้

    ประกันสุขภาพสำคัญแค่ไหน ทำไมคนยุคนี้ถึงต้องมีประกันสุขภาพติดตัวไว้

    ประกันสุขภาพสำคัญแค่ไหน ทำไมคนยุคนี้ถึงต้องมีประกันสุขภาพติดตัวไว้

    ประกันสุขภาพกับความสำคัญ   ยุคสมัยเปลี่ยนไป ปัจจัยการใช้ชีวิตต่างๆ ก็เปลี่ยนตาม โดยเฉพาะเทรนด์เกี่ยวกับสุขภาพ (Wellness) ที่ดูเหมือนคนยุคใหม่จะหันมาใส่ใจและเริ่มลงทุนกับเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การใช้ชีวิต ตรรกะความคิด ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความจำเป็นบางประการ ก็ส่งผลให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ยังคุกคามและกลายเป็นภาระที่กระทบต่อค่าใช้จ่ายอื่นๆ   มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนที่มีคำถามว่า “ประกันสุขภาพ” นั้นมีไปเพื่ออะไร และทำไมการทำประกันสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในยุคสมัยนี้ เอ็ทน่า จะมาไขข้อสงสัยนี้ให้คุณฟังกัน   3 ประโยชน์ของการทำประกันสุขภาพ   1. ช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายได้ การทำประกันสุขภาพเอาไว้ แม้จะไม่ได้ใช้ในทันที แต่เมื่อเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นมา ก็เหมือน มีตัวช่วยค่ารักษาพยาบาล ทั้งค่าห้อง ค่ายา ค่าแพทย์ หรือจะค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินเก็บที่หามาจะหมดไปกับค่ารักษาที่เกิดขึ้น   2. คุณต้องการผู้ช่วยคอยดูแล มากกว่าสวัสดิการ แน่นอนว่าทุกคนมีสวัสดิการสุขภาพขั้นพื้นฐานคอยดูแลอยู่แล้ว และอาจคิดว่าการทำประกันสุขภาพนั้นไม่จำเป็น แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และพร้อมพรากเงินเก็บไปจากเราได้ทุกเมื่อ แถมบางครั้งสวัสดิการที่มีก็อาจไม่เพียงพอ หรือครอบคลุมต่อการรักษา รวมถึงการได้รับบริการที่ดีอีกด้วย ดังนั้นการทำประกันสุขภาพเอาไว้แต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินที่ขาดหายได้ 3. ได้ทั้งการคุ้มครองสุขภาพและการลดหย่อนภาษี หลายคนอาจคิดว่าประกันสุขภาพเป็นเพียงการจ่ายเบี้ยทิ้งเปล่า แต่ ในความจริงแล้ว ประกันจากความคุ้มครองสุขภาพนั้น ไม่เพียงคุ้มครองสุขภาพของเราเท่านั้น แต่ยัง สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย   มีประกันสุขภาพแล้ว จำเป็นต้องมีประกันโรคร้ายแรงไหม? แค่ชื่อก็ต่างกันแล้ว แน่นอนว่าการคุ้มครองก็ย่อมต่างกันเป็นธรรมดา จึงไม่แปลกที่หลายคนอาจเลือกซื้อประกันแค่แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น เพราะคิดว่าน่าจะครอบคลุมสำหรับเราแล้ว แต่ในความจริงแล้ว ประกันสุขภาพโดยทั่วไปจะไม่รวมไปถึงโรคร้ายแรงอย่าง โรคมะเร็ง ดังนั้นประกันโรคมะเร็งนับเป็นสิ่งที่จำเป็นด้วยเช่นกัน และด้วยราคาเบี้ยไม่สูงจึงควรสมัครเอาไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การมีทั้ง ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง ก็ยิ่งช่วยให้คุณเบาใจในการใช้ชีวิต และค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าการเจ็บป่วยหรือโรคร้ายแบบไหนจะเกิดขึ้นกับเราได้เมื่อไรบ้าง หากคุณกำลังมองหา ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง วางใจให้ เอ็ทน่า มอบความคุ้มครองและมั่นคงแน่นอน อีกทั้งยังมีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์ หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น คลิกดูแผนประกันสุขภาพได้ที่นี่หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555   ข้อมูลจาก https://www.1213.or.th/th/others/insurances/Pages/medical.aspx https://www.krungsri.com/th/planyourmoney/must-stories/life-plan/why-health-insurance-important https://www.tiba.or.th/ประกันสุขภาพ-สำคัญจริงห/
    ประกันสุขภาพสำคัญแค่ไหน ทำไมคนยุคนี้ถึงต้องมีประกันสุขภาพติดตัวไว้

    ประกันสุขภาพสำคัญแค่ไหน ทำไมคนยุคนี้ถึงต้องมีประกันสุขภาพติดตัวไว้

    ประกันสุขภาพกับความสำคัญ   ยุคสมัยเปลี่ยนไป ปัจจัยการใช้ชีวิตต่างๆ ก็เปลี่ยนตาม โดยเฉพาะเทรนด์เกี่ยวกับสุขภาพ (Wellness) ที่ดูเหมือนคนยุคใหม่จะหันมาใส่ใจและเริ่มลงทุนกับเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การใช้ชีวิต ตรรกะความคิด ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความจำเป็นบางประการ ก็ส่งผลให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ยังคุกคามและกลายเป็นภาระที่กระทบต่อค่าใช้จ่ายอื่นๆ   มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนที่มีคำถามว่า “ประกันสุขภาพ” นั้นมีไปเพื่ออะไร และทำไมการทำประกันสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในยุคสมัยนี้ เอ็ทน่า จะมาไขข้อสงสัยนี้ให้คุณฟังกัน   3 ประโยชน์ของการทำประกันสุขภาพ   1. ช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายได้ การทำประกันสุขภาพเอาไว้ แม้จะไม่ได้ใช้ในทันที แต่เมื่อเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นมา ก็เหมือน มีตัวช่วยค่ารักษาพยาบาล ทั้งค่าห้อง ค่ายา ค่าแพทย์ หรือจะค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินเก็บที่หามาจะหมดไปกับค่ารักษาที่เกิดขึ้น   2. คุณต้องการผู้ช่วยคอยดูแล มากกว่าสวัสดิการ แน่นอนว่าทุกคนมีสวัสดิการสุขภาพขั้นพื้นฐานคอยดูแลอยู่แล้ว และอาจคิดว่าการทำประกันสุขภาพนั้นไม่จำเป็น แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และพร้อมพรากเงินเก็บไปจากเราได้ทุกเมื่อ แถมบางครั้งสวัสดิการที่มีก็อาจไม่เพียงพอ หรือครอบคลุมต่อการรักษา รวมถึงการได้รับบริการที่ดีอีกด้วย ดังนั้นการทำประกันสุขภาพเอาไว้แต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินที่ขาดหายได้ 3. ได้ทั้งการคุ้มครองสุขภาพและการลดหย่อนภาษี หลายคนอาจคิดว่าประกันสุขภาพเป็นเพียงการจ่ายเบี้ยทิ้งเปล่า แต่ ในความจริงแล้ว ประกันจากความคุ้มครองสุขภาพนั้น ไม่เพียงคุ้มครองสุขภาพของเราเท่านั้น แต่ยัง สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย   มีประกันสุขภาพแล้ว จำเป็นต้องมีประกันโรคร้ายแรงไหม? แค่ชื่อก็ต่างกันแล้ว แน่นอนว่าการคุ้มครองก็ย่อมต่างกันเป็นธรรมดา จึงไม่แปลกที่หลายคนอาจเลือกซื้อประกันแค่แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น เพราะคิดว่าน่าจะครอบคลุมสำหรับเราแล้ว แต่ในความจริงแล้ว ประกันสุขภาพโดยทั่วไปจะไม่รวมไปถึงโรคร้ายแรงอย่าง โรคมะเร็ง ดังนั้นประกันโรคมะเร็งนับเป็นสิ่งที่จำเป็นด้วยเช่นกัน และด้วยราคาเบี้ยไม่สูงจึงควรสมัครเอาไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การมีทั้ง ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง ก็ยิ่งช่วยให้คุณเบาใจในการใช้ชีวิต และค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าการเจ็บป่วยหรือโรคร้ายแบบไหนจะเกิดขึ้นกับเราได้เมื่อไรบ้าง หากคุณกำลังมองหา ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง วางใจให้ เอ็ทน่า มอบความคุ้มครองและมั่นคงแน่นอน อีกทั้งยังมีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์ หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น คลิกดูแผนประกันสุขภาพได้ที่นี่หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555   ข้อมูลจาก https://www.1213.or.th/th/others/insurances/Pages/medical.aspx https://www.krungsri.com/th/planyourmoney/must-stories/life-plan/why-health-insurance-important https://www.tiba.or.th/ประกันสุขภาพ-สำคัญจริงห/
    6 วิธีง่ายๆ ช่วยเข้าใจและดูแลผู้สูงวัยในครอบครัวได้มากขึ้น

    6 วิธีง่ายๆ ช่วยเข้าใจและดูแลผู้สูงวัยในครอบครัวได้มากขึ้น

    ปัญหาสุขภาพและจิตใจของผู้สูงวัย เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ตามมานอกจากปัญหาสุขภาพแล้ว ปัญหาจิตใจก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่มีผลต่อตัวผู้สูงอายุเอง จึงไม่แปลกที่คนในวัยนี้จะต้องการการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ก็คงหนีไม่พ้นสมาชิกในครอบครัว ที่ต้องเข้าใจปัญหาต่างๆ เหล่านี้ และดูแลพวกเขาให้ถูกต้องเหมาะสม    แน่นอนว่าขั้นตอนเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้วิธีการที่ถูกต้องได้ วันนี้ เอ็ทน่า จะพาคุณมารู้จักกับวิธีง่ายๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ   6 วิธีการเข้าใจปัญหาจิตใจและสุขภาพของผู้สูงอายุ   1. เลือกอาหารให้เหมาะสม ด้วยเป็นวัยที่ร่างกายมีความต้องการใช้พลังงานลดน้อยลง ดังนั้นจึงควรลดการบริโภคอาหารในกลุ่มของแป้ง น้ำตาล และไขมันลง เพื่อลดการสะสมพลังงานที่มากเกินจำเป็นจนเป็นเหตุไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่นปัญหาในเรื่องของน้ำหนักตัวที่อาจเกิดขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย พลังงานต่ำ และผ่านกรรมวิธีปรุงด้วยการต้ม ลวก นึ่ง แทน   2.  ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ   การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งสำคัญแม้แต่กับผู้สูงอายุ แต่ผู้ดูแลจำเป็นต้องศึกษาหลักการให้ถูกต้องและค่อยๆ ทำ และไม่ควรให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบหักโหมจนเกินไป  และถ้าหากมีโรคประจำตัว ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ   3. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมีอากาศบริสุทธิ์ อีกสิ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีได้ นั่นคือการอยู่อาศัยในสภาพอากาศที่ถ่ายเทง่าย มีอากาศที่สดชื่น ซึ่งจะช่วยให้มีสุขภาพจิตใจดีขึ้น เพราะผู้สูงอายุมักไม่ได้ออกไปไหน หากที่บ้านยังไม่น่าอยู่ ก็จะมีผลต่อสุขภาพของพวกเขาได้   4. หากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำ ผู้สูงอายุมักจะอยู่ติดบ้านมากขึ้น ดังนั้นการหากิจกรรมให้ทำ ออกไปพบปะเพื่อนฝูงและลูกหลาน หรือการให้พวกเขาได้มีโอกาสร่วมตัดสินใจเรื่องต่างๆ กับครอบครัว นอกจากจะแก้เบื่อได้ดีแล้ว ยังเป็นการฝึกความจำและช่วยพัฒนาทักษะความจำ ช่วยให้ผู้สูงวัยลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและความจำเสื่อม   5. เลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ยากับผู้สูงอายุอาจจะเป็นของคู่กัน แต่การรับประทานยาแต่ละครั้งนั้น ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และลูกหลานเองก็ควรจะมีความหูตาไวสักหน่อย เพราะผู้สูงอายุบางท่านอาจมีความรู้ความเข้าใจที่ผิด และอาจซื้อยารับประทานเองหรือรับประทานเกินขนาด จนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง รวมถึงอันตรายถึงชีวิตได้   6. หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี แม้จะดูแลกันมาอย่างดีแค่ไหน แต่การตรวจสุขภาพประจำปีก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรละเลย สำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและค้นหาโรคร้ายที่แฝงตัวมาในระยะเริ่มต้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคมะเร็ง   นอกจากการดูแลจากคนในครอบครัวแล้ว การทำประกันสุขภาพเพื่อรองรับกับอาการเจ็บป่วยสำหรับผู้สูงอายุก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดย ประกันสุขภาพของเอ็ทน่า สามารถต่ออายุได้ตลอดชีวิต* พร้อมแผนประกันที่หลากหลาย จึงวางใจได้ว่าบั้นปลายชีวิตของคุณจะได้รับความคุ้มครองและมั่นคงแน่นอน อีกทั้งยังมีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น   คลิกดูแผนประกันสุขภาพได้ที่นี่หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555   *ผู้ได้รับความคุ้มครองจะได้รับสิทธิในการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยไปตลอดชีวิต ภายใต้เงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัยต่อเนื่องทุกปี สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีความคุ้มครองก่อนอายุ 60 ปี   ข้อมูลจาก https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=2418 https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=2350 https://www.dop.go.th/th/know/15/741
    ทำไมเราจึงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนถึงหน้าฝน

    ทำไมเราจึงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนถึงหน้าฝน

    วัคซีนไข้หวัดใหญ่   ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงบ่อย และไหนจะอีกไม่นานก็เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว สิ่งสำคัญที่เราต่างไม่ควรมองข้าม นั่นคือการรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพราะถึงแม้ร่างกายจะแข็งแรงแค่ไหน แต่หากละเลยไป เราอาจกลายเป็นเป้านิ่งของไวรัสรอบตัวได้ ดังนั้น คงจะเป็นเรื่องดีกว่า หากร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันจากไวรัสรอบตัวเอาไว้ก่อนแล้ว และแน่นอนว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นสามารถช่วยคุณได้   โรคไข้หวัดใหญ่ คืออะไร ไข้หวัดใหญ่คือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย มักพบการระบาดเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เพราะเชื้อเจริญเติบโตได้ดีเป็นอากาศเย็น และมักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา และมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากกว่า อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้งๆ ในเด็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้ ทำไมต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนถึงฤดูฝน ถึงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะสามารถฉีดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การที่จะให้วัคซีนงานได้เต็มประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันขึ้นมา นี่คือสาเหตุที่เราควรฉีดวัคซีนก่อนจะเข้าช่วงหน้าฝนที่มีแพร่ระบาดได้ง่าย อีกทั้งในฤดูฝนยังเป็นช่วงที่ไวรัสมักจะเปลี่ยนสายพันธุ์ในทุกปี ด้วยเหตุผลนี้จึงควรรีบรับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสเหล่านี้ไว้ก่อน ประโยชน์ของวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 1. ลดอัตราการป่วยหรือความรุนแรงจากการเป็นไข้หวัดใหญ่ 2. ลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นไข้หวัดใหญ่ 3. ลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 4. ป้องกันการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ไปสู่ครอบครัวและบุคคลอื่น 5. ลดการขาดเรียน, ลดการสูญเสียประสิทธิภาพในการเรียน 6. ลดค่าใช้จ่ายและการเสียเวลาของผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานที่เป็นไข้หวัดใหญ่ เห็นได้ว่าไข้หวัดใหญ่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด โอกาสในการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ก็มีค่อนข้างสูง อีกทั้งหน้าฝนก็กำลังเข้ามา เราควรที่จะเตรียมพร้อมก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ให้เอ็ทน่า ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพดูแลคุ้มครองค่ารักษาฯ ให้คุณ คลิกดูแผนประกันสุขภาพได้ที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราที่ 022328555   ข้อมูลจาก https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/virus_with_rainy_season https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220301155102208
    ดูแลคนใกล้ตัวอย่างไร เมื่อรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง

    ดูแลคนใกล้ตัวอย่างไร เมื่อรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง

    การรู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งนั้น ไม่เพียงจะสร้างความวิตกกังวล และความเครียดให้กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังทำให้คนรอบข้างเกิดความรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย จากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ 2564 ที่รายงานโดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าปัจจุบันโรคมะเร็งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย และมีแนวโน้มอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 139,206 คนต่อปี และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 84,073 คนต่อปี ซึ่งโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกในคนไทย ได้แก่ 1) มะเร็งตับและท่อน้ำดี 2) มะเร็งเต้านม 3) มะเร็งปอด 4) มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 5) มะเร็งปากมดลูก สำหรับสาเหตุของโรคมะเร็งที่กล่าวมาใน 5 อันดับนั้น กรมควบคุมโรค วินิจฉัยว่าส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ทำให้เกิดความเสี่ยงตามมา เช่น การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง รวมไปถึงการประกอบอาชีพ หรืออยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดมะเร็ง โดยส่วนใหญ่แล้ว การเกิดมะเร็งนั้นมักมีอาการผิดปกติแบบเรื้อรังเกิดขึ้นกับร่างกาย อาทิ ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลง เป็นแผลเรื้อรังหายยาก ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลืนกินอาหารลำบาก ช่องทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ลักษณะของไฝหูดเปลี่ยนไป มีอาการไอและเสียงแหบเรื้อรัง ได้ยินอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเป็นกังวลอย่างแน่นอน ว่าถ้าเกิดโรคร้ายนี้มาเยือนคนใกล้ตัวจริงๆ นอกจากการรักษาตัวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว เราจะมีวิธีใดอีกบ้างในการรับมือกับปัญหาสุขภาพที่ไม่คาดฝันนี้ วันนี้ เอ็ทน่า มีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจกับโรคนี้ให้มากขึ้น ด้วยวิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้น หากมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้น เพื่อเพิ่มกำลังใจให้กับเราและผู้ป่วย 1.ยอมรับแล้วก้าวต่อไป ทั้งตัวเราเองและผู้ป่วย ต้องมีกำลังใจ และต้องเข้าใจว่ามันคือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ยิ่งเกิดความทุกข์ใจ กังวลใจ จะยิ่งทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า และทำให้เจ็บป่วยง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะกับผู้ที่มาดูแลต้องมีกำลังใจดีกว่า สามารถให้พลังเชิงบวกกับผู้ป่วยได้ หากคนรอบข้างแสดงความทุกข์ ก็จะยิ่งทำให้คนป่วยทรุดไปด้วย 2. ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกันสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยลดความเครียดให้กับทั้งผู้ป่วยและคนดูแลแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่โดดเดี่ยว และรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเองมากยิ่งขึ้น แต่หากผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงไม่สามารถออกกำลังกายหนักๆ ได้ ควรหากิจกรรมเบาๆ ให้ทำเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยนอนติดเตียงหรือนั่งติดเก้าอี้ อาจเป็นการทำงานศิลปะ การเล่นดนตรีง่ายๆ ที่สามารถทำร่วมกับผู้อื่นได้   3. หลีกเลี่ยงสิ่งบั่นทอนสุขภาพ   ทั้งคนดูแลและผู้ป่วยควรเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น งดหรือเลิกสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด เพื่อลดอาการแทรกซ้อนต่างๆ โดยเฉพาะผู้ดูแลควรเป็นคนริเร่มในการลดละเลิก เพื่อเสริมกำลังใจให้ผู้ป่วยได้ทำตาม   4. ปรับพฤติกรรมการกินใหม่   หากพบว่าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย ผู้ดูแลสามารถเลือกที่จะลดปริมาณในแต่ละมื้อลง แต่เพิ่มจำนวนมื้อให้บ่อยขึ้น และต้องงดอาหารหวาน เพื่อป้องกันไม่ให้มะเร็งขยายตัว รวมทั้งงดอาหารรสจัดต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระการทำงานของไต หรือถ้าให้ดี ควรมีการเปลี่ยนบรรยากาศการรับประทานอาหาร เช่น ออกไปที่ระเบียงบ้าน หรือกินข้าวในสวน เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่นขึ้น   5. ตั้งเป้าหมายในการมีชีวิต   การมีเป้าหมายร่วมกัน ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิด จะทำให้การมีชีวิตอยู่ต่อมีความหมายมากขึ้น ซึ่งนับเป็นการสร้างกำลังใจที่ดีอย่างหนึ่ง และทำให้ผู้ป่วยอยากจะฟื้นฟูตัวเองให้หายเป็นปกติ เพื่อคว้าเอารางวัลที่เรารอคอย แม้มะเร็งจะเป็นโรคที่น่ากลัว และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนจำนวนมาก แต่หากสามารถตรวจพบได้เร็ว และมีความเข้าใจในการรักษาเยียวยา โอกาสที่จะหายจนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติก็เป็นไปได้เช่นกัน รวมทั้งการทำประกันมะเร็งเอาไว้ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการรับมือกับโรคร้ายแรงนี้   หากคุณกำลังมองหาประกันมะเร็งให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก วางใจให้ เอ็ทน่า มอบความคุ้มครองและมั่นคงแน่นอน คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555 ข้อมูลจาก https://www.posttoday.com/life/healthy/597557  https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=30753 https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/oncology-center-th/oncology-articles-th/item/567-living-with-cancer-patients-to-understand-th.html https://www.pptvhd36.com/news/สุขภาพ/162267
    อันตรายจากกีฬาและการออกกำลังกาย ยิ่งสนุก ยิ่งเสี่ยง ยิ่งต้องดูแลตัวเอง

    อันตรายจากกีฬาและการออกกำลังกาย ยิ่งสนุก ยิ่งเสี่ยง ยิ่งต้องดูแลตัวเอง

    การออกกำลังกายและเล่นกีฬาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ แต่ขณะเดียวกัน หากทำไม่ถูกวิธี ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หรือสภาพแวดล้อม ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บตามมาได้ ตั้งแต่อาการบาดเจ็บเล็กน้อย ไปจนถึงการบาดเจ็บที่รุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต   เพื่อทำความเข้าใจกับการอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการออกกำลังกาย เอ็ทน่า ขอพาทุกคนมารู้จักกับเรื่องใกล้ตัวนี้สักหน่อย เพื่อจะได้เพิ่มความระมัดระวัง และรู้ว่าต้องรับมืออย่างไรหากเกิดปัญหานี้กับตัวเอง การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายและเล่นกีฬานั้น โดยทั่วไปจะแบ่งได้จาก 2 สาเหตุด้วยกัน คือ 1. การกระแทกอย่างรวดเร็วและรุนแรง (contact and acute injury) 2. การใช้งานอวัยวะมากเกิน (overused injury) ซึ่งความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันตามกำลังที่ใช้ อัตราความเร็ว ความแข็ง ความอ่อน ความทื่อ หรือคมของสิ่งของที่มากระทบ ทำให้อวัยวะและเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นอันตรายต่อนักกีฬา ซึ่งบางอาการก็สามารถรักษาด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ แต่ในบางอาการก็อาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งอุบัติเหตุจากการออกกำลังกายและเล่นกีฬาที่ต้องนำส่งสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล มีดังนี้ 1. หมดสติเพราะถูกกระแทก แม้จะฟื้นขึ้นมา ก็ควรนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจอย่างละเอียด 2. กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้อหลุด ในทุกจุดของร่างกาย 3. อาการตกเลือดจากอวัยวะภายใน 4. อาการบาดเจ็บที่ใกล้ดวงตา 5. บาดแผลลึกที่มีเลือดออกมาก 6. อาการบาดเจ็บที่หาสาเหตุไม่ได้ แต่ผู้ป่วยมีอาการมาก นอกจากนี้ ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ควรกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และในกรณีที่ต้องเกิดเหตุการณ์ที่ต้องดูแล เคลื่อนย้าย และส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว อาทิ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โทร 1669 หรือหน่วยงานที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ส่งทีมแพทย์ พยาบาล พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นสูงที่ติดตั้งภายในรถพยาบาลในการดูแลเคลื่อนย้ายในกรณีที่จำเป็นตลอด 24 ชั่วโมง โดยควรโทรเรียกรถพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่แรก เพราะการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บโดยขาดความรู้อาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม การป้องกันอุบัติเหตุที่ดีที่สุด คือการระมัดระวังในการใช้ชีวิต และออกกำลังกายด้วยความไม่ประมาท ที่สำคัญ ควรทำประกันสุขภาพไว้ให้ตัวเองสักฉบับ เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินรวมถึงคุ้มครองค่ารักษาด้วย  และถ้าหากคุณกำลังมองหาประกันสุขภาพให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก วางใจให้ เอ็ทน่า มอบความคุ้มครองและมั่นคง ประกันสุขภาพพร้อมประกันอุบัติเหตุ มีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555 ข้อมูลจาก https://www.bangkokhospital.com/content/extreme-sports-injury
    รู้ทัน Office Syndrome ระยะเริ่มต้น อาการแบบไหนที่เข้าข่าย

    รู้ทัน Office Syndrome ระยะเริ่มต้น อาการแบบไหนที่เข้าข่าย

    อาการของ Office Syndrome   เดี๋ยวก็ปวดไหล่ เดี๋ยวก็ปวดหลัง เดี๋ยวก็ปวดลามไปต้นคอ เชื่อว่าหลายคนที่นั่งทำงานเป็นเวลานานๆ คงจะเคยเจออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบ่อยๆ แม้ว่าสุดท้ายอาการเหล่านั้นจะหายไปเอง แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่หากปล่อยไว้อาจทำให้อาการรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ออฟฟิศซินโดรม คืออาการที่เกิดจากการทำงานในท่าทางเดิมๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูกข้อต่อ เอ็น และเส้นประสาท มีอาการหดเกร็ง และยังส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนเลือด การย่อยอาหาร รวมไปถึงการมองเห็น โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการออฟฟิศซินโดรมจะเริ่มจากการมีอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ บริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง แขน ข้อมือ หรือตามอุ้งมือและนิ้วมือ ไปจนถึงการปวดกระบอกตา ซึ่งในระยะเริ่มต้น อาการมักจะเกิดขึ้นแบบเป็นๆ หายๆ หรืออาจดีขึ้นเมื่อได้เปลี่ยนอริยาบทบ้าง แต่หากแก้ไขไม่ตรงจุดอย่างถูกวิธี อาจทำให้เข้าสู่ระยะเรื้อรัง ที่จะมีอาการปวดบ่อยขึ้น ง่ายขึ้น และแม้จะปรับเปลี่ยนอิริยาบถแล้วก็ไม่ดีขึ้น จนเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และในบางรายอาจมีอาการปวดแทบตลอดเวลา ทำให้ตาพร่ามัว เวียนศรีษะ จนไม่สามารถทำงานปกติได้ สำหรับการรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมนั้น ควรเริ่มทำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะมีโอกาสจะหายเป็นปกติได้มากที่สุด และสามารถรักษาด้วยตัวเองได้ ด้วยการแก้ไขที่ต้นเหตุของอาการ เช่น การปรับวิถีชีวิตให้สมดุลมากขึ้น เปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงานและเข้ากับท่าทางของร่างกาย เพื่อลดภาระของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ รวมไปถึงการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มความหยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ สำหรับกรณีที่มีอาการป่วยรุนแรงและเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้อง เช่นการตรวจรังสีเอกซเรย์ ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การทำกายภาพบำบัด การให้ยาทาหรือยากินบรรเทาอาการปวดอักเสบ ไปจนถึงการใส่อุปกรณ์เพื่อกระจายการรับน้ำหนัก และการฝังเข็มของการแพทย์แผนจีน   ทั้งนี้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการอาจจะลุกลามทำให้ เกิดพังผืด ความหยืดหยุ่นลดลง จนไม่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ และอาจต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขอาการแทน อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรม นั่นคือการดูแลตัวเอง และหมั่นปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานให้ถูกต้อง และออกกำลังกายควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเพิ่มความหยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อ รวมถึงการสร้างสมดุลในชีวิตประจำวัน ก็สามารถเลี่ยงอาการโรคออฟฟิศซินโดรมได้   ประกันสุขภาพ สำหรับ Office Syndrome   นอกจากนี้ เพื่อความไม่ประมาทในการใช้ชีวิต การมีประกันสุขภาพติดตัวไว้สักฉบับเพื่อช่วยดูแลคุณหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยเลยเช่นกัน และถ้าหากคุณกำลังมองหาประกันสุขภาพให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก วางใจให้ เอ็ทน่า มอบความคุ้มครองและมั่นคงแน่นอน อีกทั้งยังมีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น   คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555 ข้อมูลจาก https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/office-syndrome https://www.phyathai.com/article_detail/2657/th/ออฟฟิศซินโดรม_โรคฮิตที่คนทำงานออฟฟิศต้องเจอ
    เพราะสถานการณ์ Omicron ยังไม่น่าไว้วางใจ จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัยไร้กังวล

    เพราะสถานการณ์ Omicron ยังไม่น่าไว้วางใจ จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัยไร้กังวล

    นิวนอร์มอล กับ โอมิครอน ถึงจะเป็น New Normal ที่ผู้คนทั่วโลกคุ้นเคยกันมานานกว่า 2 ปีแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 จะยังไม่คลี่คลายไปในทางที่น่าไว้วางใจมากนัก แถมยังมีการกลายพันธุ์เป็นเชื้อ ‘โอมิครอน’ (Omicron) ที่แม้จะไม่รุนแรง แต่สามารถติดต่อกันง่ายกว่าเดิม ทำให้การใช้ชีวิตตามแนววิถีใหม่ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อความไม่ประมาท เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ทราบถึงอันตรายของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน วันนี้เรามาทบทวนกันสักหน่อยดีกว่าว่ามันคืออะไร? มีอาการเป็นอย่างไร? และเราจะป้องกันตัวเองจากไวรัสตัวร้ายนี้อย่างไรได้บ้าง โอมิครอน (Omicron) เป็นโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ มีชื่อในทางวิทยาศาสตร์ว่า B.1.1.529 ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบและได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 และถูกจัดให้เป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดที่ 5 ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในสายพันธุ์ที่ ‘น่าวิตกกังวล’ หรือ Variant of Concern (VOC) ต่อจากสายพันธุ์อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา อาการของโควิด-19 สายพันธุ์ ‘โอมิครอน’ จากข้อมูลของกรมการแพทย์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์โอไมครอน เรียงจากอาการที่พบได้มากที่สุดไปจนถึงอาการที่พบได้น้อยซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. เจ็บคอ 2. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย 3. ไอแห้ง 4. ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยเนื้อตัว 5. ไม่ค่อยมีไข้ 6. จมูกยังได้กลิ่น ลิ้นยังสามารถรับรสได้ 7. เหงื่อออกมากตอนกลางคืน 8. ปอดอักเสบ วิธีป้องกันตัวเองจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ ‘โอมิครอน’ 1. ฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบ 2 เข็ม หากยังไม่ได้รับการฉีด ควรไปฉีดโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดอาการหนักให้เบาลง 2. ฉีด Booster เข็ม 3 เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับรับมือกับสายพันธุ์โอมิครอน 3. สวมหน้ากากอนามัยให้เป็นนิสัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ และควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยวันละ 1-2 ชิ้น 4. เลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากในระหว่าง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย 5. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสบู่ และควรพกแอลกอฮอล์ทำความสะอาดไปด้วยทุกที่ เพื่อทำความสะอาดมือ 6. ควรเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing อย่างน้อย 1.5 เมตร 7. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ผู้คนพลุกพลาน มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก เพราะการระบาดส่วนใหญ่เกิดจากการรวมตัวของคนในพื้นที่แออัด 8. หมั่นสังเกตอาการของตัวเองและคนรอบข้างว่ามีอาการเบื้องต้นของการติดโควิด-19 หรือสายพันธุ์โอมิครอนหรือไม่ แม้จะเป็นไวรัสที่คาดเดาไม่ได้ แต่หากเราหมั่นดูแลตัวเอง และมีวินัยในการป้องกันตัว ไม่ไปอยู่ในจุดเสี่ยง เราก็สามารถรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้ไม่ยาก และเพื่อเพิ่มความอุ่นใจในการใช้ชีวิตให้กับตัวเองและคนใกล้ตัว ให้ประกันสุขภาพจาก เอ็ทน่า มอบความคุ้มครองและมั่นคงแน่นอน อีกทั้งยังมีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555 ข้อมูลจาก https://ddc.moph.go.th/brc/journal_detail.php?publish=12022&deptcode=brc
    รู้หรือไม่ "เบี้ยประกันสุขภาพ" สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

    รู้หรือไม่ "เบี้ยประกันสุขภาพ" สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

    ประกันกับการลดหย่อนภาษี   เมื่อพูดถึงการยื่นลดหย่อนภาษี หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การซื้อประกันสุขภาพก็สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน ถ้าใครกำลังวางแผนจะซื้อประกันสุขภาพ เอ็ทน่ามีคำแนะนำดีๆ มาฝาก   เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ในกรณีผู้ที่ทำประกันสุขภาพให้ตัวเอง สามารถนำเบี้ยชำระมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท แต่กรณีทำประกันสุขภาพ ร่วมกับประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต ต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี หรือทำร่วมกับประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำเบี้ยรวมไปหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 215,000 บาท/ปี   เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่/คู่สมรส กรณีที่เป็นเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับพ่อแม่ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน ซึ่งจะหักตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินคนละ 15,000 บาท หมายถึง ลดหย่อนพ่อได้ไม่เกิน 15,000 บาท และลดหย่อนแม่ได้ไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า รายได้ของพ่อแม่ต้องไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ถึงจะนำมาลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงเบี้ยประกันสุขภาพของคู่สมรส ถ้าคู่สมรสไม่มีเงินได้ เราสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินคนละ 15,000 บาท สำหรับเงื่อนไขประกันสุขภาพที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ มีดังนี้   1. ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การชดเชยทุพพลภาพ และการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ   2. ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก   3. ประกันภัยโรคที่ร้ายแรง (Critical Illnesses) 4. ประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care) นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ต้องเตรียมคือต้องเตรียมหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันสุขภาพจากบริษัทประกันที่ทำไว้ โดยมีข้อความต่อไปนี้ ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย (ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้และจ่ายเบี้ยประกันจากเงินได้นั้น), มี ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของบริษัทประกัน ระบุจำนวนเบี้ยประกันสุขภาพ และจำนวนเงินที่มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ เห็นมั้ยว่า การทำประกันสุขภาพ นอกจากช่วยดูแลคุณในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าแพทย์ จากบริษัทประกันแล้ว ยังสามารถช่วยในการลดหย่อนภาษีให้กับผู้ถือประกันได้ด้วย หากคุณกำลังมองหาประกันสุขภาพให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก วางใจให้ เอ็ทน่า มอบความคุ้มครองและความมั่นคงแน่นอน อีกทั้งยังมีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth นานสูงสุด 30 นาทีเพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น   คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555 ข้อมูลจาก https://www.itax.in.th/pedia/เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง/
    5 โรคขาประจำช่วงร้อน จะซัมเมอร์ไหนก็ต้องระวัง

    5 โรคขาประจำช่วงร้อน จะซัมเมอร์ไหนก็ต้องระวัง

    ความระมัดระวังในช่วงซัมเมอร์ ไม่เพียงความกังวลเรื่องสภาพอากาศเท่านั้น แต่ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ สิ่งที่หลายคนเป็นห่วงไม่แพ้กัน นั่นคือ ผลกระทบให้เกิดความร้อนอบอ้าว ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคอย่างมาก จึงทำให้ซัมเมอร์นี้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิตกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ส่วนจะมีเรื่องใดบ้างนั้น วันนี้ เอ็ทน่า จะมาเล่าให้คุณฟังกัน   5 โรคขาประจำช่วงร้อน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เป็นอาการที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรีย สามารถพบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดีนัก โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ แต่ทั้งนี้อาการจะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรืออาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ ไปจนถึงอาการปรุงทิ้งไว้เป็นเวลานาน ทำให้คนที่ได้รับเชื้อเข้าไปมีไข้ ปวดท้อง เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ได้ จึงทำให้มีอาการปวดท้อง ปวดเมื่อย คลื่นไส้อาเจียน อุจจาระร่วงด้วย แม้จะป้องกันและเยียวยาอาการได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะรุนแรงจนเข้าโรงพยาบาลได้ โรคระบบทางเดินหายใจ  ถึงจะเป็นฤดูร้อน แต่ก็มีโอกาสที่ที่สภาพอากาศจะเปลี่ยนไปมา จนทำให้ร่างกายปรับตัวลำบาก จนภูมิต้านทานตกได้ ดังนั้นหากพบว่ามีอาการตัวร้อนเป็นไข้ ไอ มีน้ำมูก และเจ็บคอ ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และรับการรักษาที่ถูกต้อง จะสามารถลดอาการป่วยที่เรื้อรังได้ โรคเครียด สภาพอากาศสามารถส่งผลต่อสภาพจิตใจและความคิดของคนได้ และหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยช่วงหน้าร้อน นั่นคืออาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ  โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย ที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างได้   ดังนั้นเราควรหาวิธีคลายเครียดให้กับตัวเองในช่วงฤดูนี้เอาไว้ด้วย เช่น หนีร้อนไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย หรือหางานอดิเรกทำ เพื่อปรับภาวะอารมณ์ของตัวเอง โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู แต่สาเหตุที่ต้องเน้นย้ำโรคนี้ในช่วงฤดูร้อนเป็นพิเศษ เพราะมักพบผู้ป่วยในฤดูนี้มากที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากการที่คนมีโอกาสอยู่บ้านมากขึ้น และใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมากเป็นพิเศษ ทำให้มีโอกาสที่่จะโดนกัด หรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอก ทำให้ได้รับเชื้อมาได้ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท ไม่ว่าจะถูกกัดหรือไม่ก็ตาม หลังจากเล่นกับสัตว์เลี้ยงควรรีบล้างมือและบริเวณที่สัมผัสด้วยสบู่หรือน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ถ้าหากไม่มั่นใจว่าสัมผัสกับสัตว์ที่มีเชื้อหรือไม่ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกัน และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบเพื่อจัดการตามขั้นตอนต่อไป นี่เป็นเพียงตัวอย่างโรคบางส่วนที่สามารถพบได้ในช่วงหน้าร้อน และเป็นเหมือนคำเตือนว่าเราควรดูแลตัวเองให้ดีไม่ว่าจะอยู่ในฤดูไหนก็ตาม   เพื่อเป็นการเพิ่มความสบายใจในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น การมีประกันสุขภาพที่น่าเชื่อถือและพร้อมดูแลคุณในทุกจังหวะชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยเช่นกัน และหากคุณกำลังมองหาประกันสุขภาพอยู่ล่ะก็  เอ็ทน่า พร้อมมอบความคุ้มครองและมั่นคงแน่นอน อีกทั้งยังมีบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555 ข้อมูลจาก https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=17384&deptcode=brc https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=659 
    อาหารเป็นพิษ โรคยอดฮิตคนรุ่นใหม่

    อาหารเป็นพิษ โรคยอดฮิตคนรุ่นใหม่

    โรคอาหารเป็นพิษ อีกหนึ่งโรคใกล้ตัวที่หลายคนอาจไม่ทันระวังตัว และมักไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ถ้าเป็นขึ้นมาเมื่อไหร่ รับรองว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว นั่นคือ โรคอาหารเป็นพิษ ยิ่งในช่วงที่มีการเดินทางไปต่างที่ต่างถิ่น โอกาสที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับท้องไส้ที่ว่านี้ ก็ยิ่งสูงมากขึ้นตามไปด้วย   ว่าแต่โรคอาหารเป็นพิษที่พูดถึงกันอยู่นี้เป็นอาการแบบไหน และเราจะป้องกันตัวเองอย่างไรได้บ้าง วันนี้ เอ็ทน่าจะชวนคุณมาทำความรู้จักกับโรคที่ว่านี้กัน โรคอาหารเป็นพิษ เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้อธิบายอาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ รวมไปถึง อาหารที่ปรุงไม่สุกพอ อาหารค้างคืน และไม่ได้เก็บรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้เราเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษได้   สำหรับอาการส่วนใหญ่ที่เกิดจากอาหารเป็นพิษได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายเป็นน้ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ทำให้ร่างกายมีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ หรือรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิตก็ได้   วิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ สำหรับวิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข ได้มีการให้คำแนะนำไว้ดังนี้   1. เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี 2. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน 3. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ 4. ระมัดระวังอาหารอย่าให้มีการปนเปื้อน 5. อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน 6. ควรแยกอาหารดิบและอาหารสุก 7. ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร 8. ให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดของพื้นที่การปรุงอาหาร 9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ 10. ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร แม้จะมีคำแนะนำดีๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะสามารถเลือกรับประทานอาหารให้ตรงตามที่เราต้องการได้ และมีโอกาสที่เราอาจพลาดจนป่วยเป็นโรคอาหารเป็นพิษได้ และหากเราป่วยด้วยโรคนี้ขึ้นมา สิ่งที่ควรทำคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยตัวเอง ด้วยการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากผู้ป่วยยังพอรับประทานอาหารได้ ควรดื่มน้ำเปล่า และจิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย อาทิ   1. โจ๊ก ข้าวต้ม: เป็นอาหารที่ช่วยระบบย่อยให้ทำงานน้อยลง แต่ได้พลังงานดี ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย 2. ซุป: มีประโยชน์ใกล้เคียงกับการรับประทานโจ๊กและข้าวต้ม แต่ต้องระวังเรื่องการปรุงที่ไม่จัดเกินไป และอาจต้องเลี่ยงซุปที่มีความข้น 3. กล้วยน้ำว้า: เป็นอาหารที่ย่อยง่าย รับประทานอยู่ท้อง อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและเเทนนิน ที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้ 4. แกงจืดเต้าหู้: เป็นอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่อาการเริ่มบรรเทาแล้ว เพราะกากใยที่ดีต่อระบบขับถ่าย แต่หากเพิ่งท้องเสียใหม่ๆ ควรเลี่ยง 5. มันฝรั่งปอกเปลือก: อุดมด้วยโพแทสเซียมเช่นเดียวกับกล้วย จึงมีส่วนช่วยในการบรรเทาความรุนแรงของอาการท้องเสียได้   แต่หากพบว่ามีอาการหนัก เช่น อาเจียนไม่หยุด ถ่ายบ่อยและถี่ และถ่ายเป็นน้ำ รวมทั้งมีไข้ปวดเนื้อปวดตัว ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล สำหรับกรณีที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด การป่วยเป็นโรคอาหารเป็นพิษนั้นถือเป็นข่าวร้ายที่อาจทำให้หมดสนุกได้ และเพื่อเป็นทางเลือกในการป้องกันตัวเอง กรมควบคุมโรค จึงได้มีการเตือนถึงเมนูอาหารที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าร้อนเอาไว้ เพื่อป้องกันอาการของโรคอาหารเป็นพิษที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว   1.. ลาบ/ก้อยดิบ          2. ยำกุ้งเต้น 3. ยำหอยแครง/ยำทะเล 4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู 5. อาหาร หรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด 6. ข้าวมันไก่ 7. ส้มตำ 8. น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน นอกจากการเลือกรับประทานอาหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการยึดหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ เพื่อป้องกันโรคอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ นอกจากโรคอาหารเป็นพิเศษ ในฤดูนี้ยังมีโรคอื่นๆ ที่ต้องระวัง เช่น อาการท้องร่วง โรคเครียด และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งไม่ว่าจะโรคไหนก็มีโอกาสป่วยได้สูง และคงไม่ดีแน่หากต้องไปโรงพยาบาลช่วงนี้ หรือต้องเสียค่ารักษาราคาสูงในระหว่างที่อยู่ต่างที่ต่างถิ่น   เพื่อลดความเสี่ยง ความกังวล และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยดูแลคุณอุ่นใจมากขึ้นในฤดูกาลแบบนี้ เอ็ทน่า พร้อมมอบความคุ้มครองด้วยประกันสุขภาพ และบริการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโทรศัพท์หรือวีดิโอคอล ผ่านแอปพลิเคชัน vHealth เพื่อทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555 ข้อมูลจาก https://www.doctorraksa.com/th-TH/blog/food-poisoning.html https://www.thaihealth.or.th/Content/45880-อาหารเป็นพิษ%20โรคฮิตนักเดินทาง.html